บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เรื่องสั้นสายพันธุ์ใต้ #34 : เด็กวัด..ที่เหลืออยู่

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 - 10:47 น.
AA 47

ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านมุดแทรกเข้าร่องรูฝากุฏิทำให้เด็กชายยิ่งขดตัวจนงองุ้ม ผ้าห่มกองซุกอยู่ไม่ไกลแต่ไม่หยิบห่ม ความง่วงยังคงหนักหน่วงเล่นงานจนลืมตาไม่ขึ้น โจ๊กเด็กชายวัยสิบขวบ เด็กวัดคนเดียวของวัดแห่งนี้ที่ยังยอมเดินตามพระต้อยๆในทุกเช้า

ประตูกุฏิส่งเสียดเอี้ยดอ๊าด พร้อมลำแสงพุ่งเข้าในตัวกุฏิ เด็กชายเริ่มรู้สึกตัวค่อยๆเปิดเปลือกตาพร้อมสำเหนียกได้ถึงหน้าที่ที่จะต้องทำในทุกๆเช้า เด็กชายนั่งซึมสะลึมสะลือบนเสื่อกระจูดอยู่อึดใจ ก็แข็งใจเก็บหมอนผ้าห่มและม้วนเสื่อเก็บวางบนเก้าอี้ไม้ข้างฝา เดินตรงไปยังตุ่มน้ำเปิดฝาตุ่มตักน้ำล้างหน้าบ้วนปากแล้วเดินหายเข้าห้องน้ำ

หลวงตาพินเดินนำหน้าด้วยเท้าเปล่าบนถนนคอนกรีตสายเล็ก มือสองข้างโอบอุ้มบาตรสองตานิ่งมองตรงไปข้างหน้า ปลายจีวรพลิ้วปลิวตามลมโบกเมื่อย่างเท้าเดิน โจ๊กเดินห่อไหล่ตามหลังสะพายแล่งย่ามใบเก่า มือขวาหิ้วปิ่นโตเถาใหญ่

สองข้างทางเป็นท้องทุ่งสุดลูกหูลูกตา บางช่วงเจ้าของปลูกยางพาราปะปนและแซมด้วยต้นปาล์มใบสีเขียวแก่ ถนนสายนี้เด็กชายเคยเดินย่ำตั้งแต่ยังเป็นถนนลูกรังสีแดงเพิ่งจะเปลี่ยนมาเป็นถนนสีขาวขุ่นเมื่อไม่นานมานี้เอง

ผ่านบ้านหลังแรกสองตายายเดินตัวงอวางชามแกงจานปลาทอด และกล้วยน้ำว้าสุกหนึ่งหวีลงบนตะแคร่ แล้วประคองชามใส่ข้าวหุงสุกที่มีควันลอยกรุ่นตักลงในบาตรจนหมด โจ๊กทำหน้าที่อย่างรู้งานวางปิ่นโตเปิดฝาออกอย่างชำนาญเทแกงและปลาทอดลงเรียบร้อยแล้วปิดฝาไว้อย่างเดิม ส่วนกล้วยหวีนั้นหย่อนลงย่ามสีหม่น

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยโจ๊กเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังหลวงตาพิน สองตายายนั่งลงกับพื้นหญ้าพนมมือก้มหน้าพร้อมเสียงให้พรจากปากหลวงตาก็ดังขึ้น “อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” สองตายายเอ่ยสาธุขึ้นพร้อมกันพนมมือจรดหน้าผากแล้วเปลี่ยนเป็นลูบหน้าผากจรดท้ายทอย

ทุกๆเช้าหลวงตาพินและโจ๊กเด็กวัดวัยประถมคนนี้จะเดินเข้าบ้านญาติโยมที่พร้อมใจทำบุญใส่บาตรแค่ห้าหกหลังคาเรือนเท่านั้น สมัยนี้ผู้คนให้ความสนใจทำบุญกันน้อยลง ทุกคนเร่งรีบใช้ชีวิต ตื่นเช้าขึ้นมารีบเร่งไปทำงานหรือกิจวัตรต่างๆของตัวเอง

แสงแดดจ้าส่องลงหัวเด็กชายโจ๊กที่นั่งล้างจานอย่างขะมักเขม้น บาตรพระ ปิ่นโต และถ้วยชามวางคว่ำเรียบร้อยบนโต๊ะ โจ๊กยกท่อนแขนขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก เมื่องานตรงหน้าเรียบร้อยก็เดินย้อนกลับสู่กุฏิ

"เรียบร้อยแล้วเหอ (เหรอ)” หลวงตาพินที่มือล้วงง่วนอยู่ในย่ามเอ่ยถามขึ้น

“เรียบร้อยแล้วครับ” โจ๊กตอบ

“ถ้าพันนั้นกะเอากับข้าวไปให้ตากับยายได้แล้ว (ถ้าอย่างนั้นก็เอากับข้าวไปให้ตากับยายได้แล้ว) ”

หลวงตาบอกพร้อมชี้มือไปที่ถุงกับข้าวที่บิณฑบาตมา ที่เก็บใส่ถุงผูกมัดไว้อย่างเรียบร้อย

“ขากลับซื้อน้ำมันกับข้าวสารมากัน (ด้วย)นะ อ่ะ! เงิน ” หลวงตาพินบอกพร้อมยื่นปัจจัย (เงิน)ให้

“ครับ หลวงตา” โจ๊กตอบ แล้วเดินเข้าไปรวบถุงใส่กับข้าวและรับเงินจากหลวงตาเดินหายไปทางประตูหลังวัด

หลวงตามองตามหลังเด็กชายโจ๊ก เมื่อเด็กชายลับหายไปก็หยิบซองสีขาวและเงินจำนวนหนึ่งออกจากย่ามนำใส่ในซอง โจ๊กเดินตามหลังอยู่สองปีแล้วไม่ใช่ลูกหลานก็เหมือนแล้ว โจ๊กเด็กชายอาภัพพ่อและแม่ สองคนด่วนจากไปด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่โจ๊กอายุได้สามขวบ ตาฉ่ำและยายไห้ที่บ้านอยู่ใกล้วัดและมีศักดิ์เป็นตากับยายได้รับตัวโจ๊กมาเลี้ยงดู

โจ๊กเป็นเด็กไม่ค่อยซุกซน นิ่งเงียบ และเป็นเด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่ ด้วยตาฉ่ำและหลวงตาพินเป็นเพื่อนรักกัน โจ๊กจึงได้รู้จักและกลายเป็นเด็กวัดคอยเดินตามหลังทุกเช้าก็ด้วยเหตุนี้

อาชีพหลักของตาฉ่ำและยายไห้คือทำนา เสร็จจากนาตาฉ่ำรับจ้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน ลูกชายอีกคนที่มีศักดิ์เป็นลุงของโจ๊ก ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไร ช่วยเหลือสองตายายได้ไม่มากนักเพราะต้องดูแลครอบครัวตัวเองด้วย โจ๊กเลยค่อนข้างขัดสนในเรื่องเงินทองค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียน

“หลวงตาให้เอากับข้าวมาให้ครับ” โจ๊กตะโกนบอกตากับยายแล้วส่งถุงกับข้าวให้

“ต่อรือ (วันมะรืน) โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว มาจัดการซักเสื้อผ้า เตรียมเครื่องเรียนนะลูก ” ยายไห้บอกโจ๊กพร้อมยกมือลูบหัวเบาๆ

“ครับผ๊ม!” โจ๊กบอกและยิ้มให้ผู้เป็นยาย

แดดร้อนเพราะใกล้เที่ยงวัน โจ๊กหิ้วถุงข้าวสารจนมือเกร็ง อีกมือจับขวดน้ำมันพืชเดินเข้าวัดอย่างทุลักทุเล ข้าวสารกับน้ำมันพืช หลวงตาพินให้โจ๊กซื้อมาติดวัดไว้ตลอด

เพราะบางครั้งเมื่อบิณฑบาตได้น้อยจะได้มีข้าวสารไว้หุงฉันเช้าหรือฉันเพล โจ๊กเดินผ่านหลวงตาที่ยืนหันหลังกวาดลานวัดตรงไปยังโรงครัว วางทั้งสองอย่างเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาหาหลวงตา

“หลวงตาครับ ผมกลับบ้านไปซักชุดโรงเรียน (ชุดนักเรียน) ก่อนนะครับ ตอรือ (มะรืน) โรงเรียนเปิดแล้ว” โจ๊กที่เหงื่อซึมตามหน้าผากเอ่ยบอกหลวงตา หลวงตายิ้มพยักหน้ารับทราบ

เสื้อนักเรียนตัวใหญ่โคร่งทีไม่เป็นสีขาวแล้วกับกางเกงกากีซีดเซียวพร้อมเสื้อยืดเก่าๆ ใส่ไม้แขวนเสื้อที่เหลือแต่ลวดแกว่งไกวอยู่บนราวเชือกวัวที่ผูกกับต้นมะพร้าวสองต้นหลังบ้านตายาย ถุงเท้านักเรียนสองคู่ยืดย้วย และรองเท้านักเรียนปากอ้า วางตากแดดอยู่บนพื้นหญ้า

ยายไห้เดินมาหลังบ้านจับเสื้อผ้าที่ตากไว้แห้งสนิทเนื้อผ้ากระด้างเพราะไม่เคยโดนน้ำยาปรับผ้านุ่น หันไปมองหลานชายที่นอนหลับบนตะแคร่ใกล้ก่อไผ่ แม้จะแดดแรงแต่ลมพัดผ่านตลอด หลานชายนอนหลับสนิทหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เธอมองหน้าและเชื่อว่า..สักวัน หลานคนนี้จะได้ดี จีวรเหลืองเห็นแต่ไกล คือหลวงตาพินกำลังเดินตรงมายังบ้านตาฉ่ำยายไห้ ไม่นานนักตะแคร่หน้าบ้านถูกปูด้วยเสื่อกระจูด ตาฉ่ำออกไปรับหลวงตาพิน

“แล้วหลวงตามีไหร (มีอะไร)? บอกไอ้โจ๊กกะได้ ผมจะได้เดินไปหาที่วัดเอง” ตำฉ่ำร้องถาม

“ฉาน (ฉัน) มาเรื่องไอ้โจ๊กนั่นแหล่ะ” หลวงตาพินตอบ

“ได้โจ๊กนอนอยู่หลังบ้าน หลวงตามีไอ้ไหร (อะไร)? มนก่อนๆ (นิมนต์ก่อน) หลวงตา” 

ตาฉ่ำเชิญหลวงตาให้ไปนั่งที่ตะแคร่

โจ๊กเดินยิ้มกริ่มตามหลังหลวงตาพิน รองเท้าแตะคู่เก่าที่ส้นเท้าเป็นวงรู และหาดอกพื้นรองเท้าไม่ได้แล้วพาลื่นไถลบนพื้นหญ้าหน้าสถานีรถไฟของหมู่บ้าน โชคดีที่ไม่ล้ม หลวงตาหันมาเห็น โจ๊กได้แต่หัวเราะยิ้มยิงฟัน

บนรถไฟผู้คนพลุกพล่าน หลวงตาเดินนำโจ๊กไปนั่งตรงเก้าอี้สำหรับพระภิกษุ โจ๊กมองซ้ายมองขวาดูทุ่งนาสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่านไป ใจตื่นเต้นเป็นล้นพ้นเพราะนี่คือครั้งที่สองที่ได้นั่งรถไฟ ทั้งที่มองเห็นรถไฟวิ่งผ่านวัดอยู่ทุกวัน แต่โอกาสที่จะได้ขึ้นมานั่งนั้นไม่ค่อยมี

เย็นวานผู้เป็นยายบอกว่า หลวงตาจะพาไปซื้อชุดเครื่องเรียนที่ตลาดในตัวเมือง เมื่อคืนโจ๊กตื่นเต้นมากนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้หลังตามหลังหลวงตาไปบิณฑบาตและจัดเก็บล้างทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หนึ่งพระและเด็กชายย่างเดินออกจากวัดมุ่งสู่สถานีรถไฟประจำหมู่บ้านทันที

กลางตลาดร้านค้าพลุกพล่านไปด้วยผู้คน หลวงตาเดินหลบหลีกผู้คนย่างเดินอย่างระมัดระวัง โจ๊กเดินตามหลังสองตาสอดส่ายมองรอบข้างอย่างตื่นเต้น

บ่ายคล้อยลมร้อนพัดโบกเข้าไปในตัวสถานีรถไฟ หลวงตาพินหยิบผ้าเช็ดหน้าจากย่ามเช็ดหน้าและศีรษะ ส่วนโจ๊กนั่นนั่งดูดน้ำอัดลม ข้างตัววางพิงด้วยถุงหลายใบ โจ๊กเอามือโอบกอดถุงเหล่านั้นอย่างเป็นสุข สองตามองปลายเท้าที่ตอนนี้ไม่ได้ใส่รองเท้าเป็นรูแล้ว

รถไฟแล่นฝ่าไอแดดค่อยๆชะลอจอดหน้าสถานีย่อยประจำหมู่บ้าน มองเห็นจีวรเหลืองอร่ามและเด็กชายหัวเกรียนมือสองข้างเต็มไปด้วยถุงหลากสีย่างลงจากรถไฟ

“เหนื่อยม่ายล่ะหลวงตา แดดร้อนจังฮู้ (ร้อนมาก) วันนี้”

ตาฉ่ำเอ่ยถามหลวงตาที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกระจูด เพราะกอไผ่อยู่รอบบ้านลมเย็นพัดวู้ๆ บ้านตาฉ่ำจึงไม่ร้อนมากนัก เป็นแอร์ธรรมชาติที่สบายตัว

“ผมขอบคุณแทนไอ้โจ๊ก เปิดเทอมปีนี้ได้ชุดใหม่ ลำพังผมกับยายไห้หาให้ไม่ได้หรอก ขอบคุณมากครับ” ตาฉ่ำยกมือไหว้เพื่อนที่อยู่ในสมณเพศ

“ส่วนตัวผมเอง อยากให้ไอ้โจ๊กอยู่กับหลวงตาไปตลอด ผมจะได้บาย (สบาย)ใจ ”

ตาฉ่ำพูดต่อ

“ต้องทำใจโยมเหอ (ทำใจนะโยม) ยุคนี้เป็นยุคติจิดอล อย่าคาดหวังว่าเด็กมันจะสนใจวัดวา ไอ้โจ๊กอยู่วัดได้เท่านี้ไม่ธรรมดานะ” หลวงตาฉ่ำพูด

“คงจะพันนั้น (คงจะเป็นแบบนั้น)” ตาฉ่ำพูดเออออเห็นด้วย

“จบชั้นฮก (ป.หก) ผมอยากบวชให้ตากับยายด้วยนะครับ !!”

เสียงจากข้างหลังดังขึ้น

เท่านั้นแหละเล่นเอาตากับยายน้ำตาคลอเบ้าด้วยความปลื้มใจสุดซึ้ง

...เด็กสมัยนี้ไม่ได้ทิ้งศาสนาไปซะทุกคน


ขอบคุณภาพประกอบจาก :  Khaosod.co.th


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เรื่องสั้นสายพันธุ์ใต้ #34 : เด็กวัด..ที่เหลืออยู่